เสปน ในยูโร 2020

วิเคราะห์ทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลยุโรปชิงแชมป์แห่งชาติปี 2020

ทีมชาติสเปนหรือฉายาทีมกระทิงดุ อดีตแชมป์ยุโรป 3 สมัย และเป็นทีมชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ยุโรปได้ 2 สมัยติดต่อกัน โดยครั้งแรกนั้นทีมชาติสเปนสามารถคว้าแชมป์นี้ได้ในการจัดการแข่งขันครั้งที่ 2 เมื่อปี 1964 ส่วนครั้งที่ 2 ได้ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลยุโรปครั้งที่ 13 ปี 2008 และสามารถป้องกันแชมป์ได้ในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปครั้งที่ 14 ปี 2012 โดยผู้จัดการทีมชาติยุคปัจจุบันนี้คือหลุยส์เอ็นริเก้ซึ่งเป็นอดีตโค้ชทีมบาร์เซโลน่าที่พาทีมบาร์เซโลน่ากวาดแชมป์มานับไม่ถ้วน

ในรอบแบ่งกลุ่มทีมชาติสเปนสามารถผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยเป็นผลงานอันดับหนึ่งซึ่งสามารถทิ้งห่างทีมอันดับ 2 อย่างสวีเดนไปถึง 5 คะแนน และผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้าย ซึ่งผลการจับสลากรอบสุดท้ายนั้น ทีมชาติสเปนอยู่ในกลุ่ม เดียวกับทีมชาติสวีเดนและทีมชาติโปแลนด์ ทำให้งานของหลุยส์เอ็นริเก้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้ดูจะไม่ง่ายเลย มาดูรายชื่อนักเตะทีมชาติสเปนยุคปัจจุบันยังถือว่ามีนักเตะที่ทางหลุยส์เอ็นริเก้ยังพอฝากความหวังไว้ได้ไล่มาตั้งแต่ผู้รักษาประตูดาบิดเดเคอาจากสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและยังมีตัวสำรองชั้นดีอย่างเกป้าอาร์ริซาบาลาก้าจากทีมสโมสรเชลซี

ส่วนกล้องหลังยังมีกัปตันทีมจอมโหดอย่าง เซอร์จิโอ รามอส ยืนบัญชาการขนาดคู่ด้วยจอร์ดี้อัลบาจากทีม บาร์เซโลน่า เฆซุสนาบาสจากสโมสร เซบีย่า กองกลางประกอบไปด้วย Sergio busquets จากสโมสร Barcelona  โรดี้จากแมนเชสเตอร์ซิตี้ ดานี่ เซบายอสจากอาร์เซนอล และปาโบลซาราเบียจากปารีสแซงต์แชร์กแมง

ส่วนกองหน้ายังถือว่าเป็นปัญหาของหลุยส์เอ็นริเก้หลังจากหมดยุคของดาบิดบียาและ Fernando Torres ไป ทีมชาติสเปนค่อนข้างมีปัญหาในการค้นหากองหน้าเพราะลำพัง อวาโร โมราต้า ก็ไม่น่าจะฝากความหวังได้ แต่อย่างไรก็ตามทีมชาติสเปนชุดนี้ก็ยังมีดีพอตัวที่จะสามารถผ่านเข้ารอบ 2 ไปได้ โปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติสเปนนั้นจะลงเตะนัดแรกกับทีมชาติสวีเดนในวันที่ 16 เดือนมิถุนายนจากนั้นจะเล่นแบบที่ 2 กับทีมชาติโปแลนด์ในวันที่ 21 มิถุนายน

แล้วจะเล่นนัดสุดท้ายกับทีมชนะเพลย์ออฟของสาย B ส่วนบ่อนรับพนันอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศยกให้สเปนชุดนี้ เป็นเต็งอันดับ 6 ด้วยอัตราต่อรองที่แทง 1 จ่ายถึง 9 หากดูจากเส้นทางร่วมกลุ่มแล้วจะเป็นชุดนี้มีโอกาสที่จะทะลุเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศแต่หลังจากนั้นจะเจอใครคงต้องว่ากันอีกทีว่าสเปนมีดีพอที่จะเข้าไปสามารถคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 4 เป็นทีมแรกได้หรือไม่

 

ให้การสนับสนุนโดย  v9bet

ขับรถทางไกลควรเตรียมตัวอย่างไร

เมื่อจำเป็นต้องขับขี่รถท่องเที่ยว สิ่งจำเป็นที่จะจำเป็นต้องให้ความสำคัญสูงที่สุด ก็คือการตระเตรียมให้พร้อม สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวโดยสวัสดิภาพและก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริงนั่นเอง ซึ่งวันนี้เราก็มีแนวทางน่าสนใจสำหรับในการเตรียมความพร้อมก่อนขับขี่รถท่องเที่ยวมาแนะนำกัน ว่ามีวิธีการเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง

  1. ตระเตรียมร่างกายให้พร้อม

การจะเดินทางขับขี่รถท่องเที่ยวได้อย่างสนุกสนานและก็ไม่มีอันตราย สิ่งจำเป็นเลยก็คือ การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอย่างดีเยี่ยมนั่นเอง ด้วยเหตุว่าแม้ท่องเที่ยวขณะที่ร่างกายไม่พร้อม ดังเช่น กำลังป่วย เจ็บป่วย ก็จะมีผลให้รู้สึกไม่ค่อยสนุกสนานได้ แล้วก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง ฉะนั้นขั้นแรก ก็จำต้องมาตระเตรียมร่างกายของตนกันก่อนเลย ด้วยการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลบหลีกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่จะทำให้ป่วยป่วยไข้ได้ รวมทั้งการนอนพักให้พอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน 3 วันก่อนเริ่มเดินทาง เพราะว่าถ้านอนน้อยหรือนอนมืดค่ำจะกำเนิดความง่วงหงาวหาวนอนสะสม ซึ่งบางทีอาจมีการหลับในตอนที่ขับรถยนต์ได้นั่นเอง

  1. เครื่องใช้ไม้สอยสิ่งของที่มีความสำคัญจำต้องครบ

เป็นเรื่องจำเป็นที่จะละเลยมิได้เลย สำหรับเครื่องไม้เครื่องมือรวมทั้งสิ่งของจำเป็นที่จะจำเป็นต้องใช้เพื่อสำหรับการขับขี่รถท่องเที่ยว โน่นก็เพราะเหตุว่าถ้าหากกำเนิดปัญหาอะไรขัดข้องขึ้นมา ก็จะได้มีเครื่องมือไว้ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั่นเอง โดยข้าวของที่จำเป็นจะต้องพกไปด้วยในขณะขับขี่รถท่องเที่ยวเป็นส่วนมาก ก็คือ ไฟฉาย อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ผ้าที่มีไว้สำหรับห่ม อะไหล่เปลี่ยนแปลงล้อ สายชาร์จสำหรับเอาไว้ชาร็จในรถยนต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไม้สอยที่ใช้ปกป้องได้ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ควรจะติดรถเอาไว้จะดีที่สุด

  1. การเช็คลมยางรถยนต์ก่อนเริ่มเดินทาง

ลมยางรถยนต์ เป็นเรื่องสำคัญที่จำต้องเช็คให้ดีก่อนเริ่มเดินทาง เพราะเหตุว่าถ้าเกิดลมยางอ่อนเกินความจำเป็น จะมีผลให้เสี่ยงอันตรายในระหว่างที่มีการขับรถยนต์ท่องเที่ยวได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจะต้องขับขี่เป็นระยะทางไกลด้วยแล้ว ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดรถยนต์มีลมยางอ่อน และเมื่อจำเป็นต้องขับขี่รถในระยะทางไกลโดยตลอด จะก่อให้ยางกำเนิดความร้อนขึ้นมา จนถึงมีการเกิดระเบิดได้ท้ายที่สุด ซึ่งธรรมดาแล้วควรจะเพิ่มเติมลมยางอยู่ที่ราว 30-35 จะอยู่ในระดับที่พอดีแล้วก็ทำให้ขับขี่รถท่องเที่ยวได้โดยสวัสดิภาพมากเพิ่มขึ้น

สำหรับการเตรียมตัวสำหรับการขับรถยนต์เป็นระยะทางไกลๆนั้นยังมีอีกหลายขั้นตอนที่สามารถทำได้เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนในครอบครัวที่ร่วมเดินทางไปกับคุณ

 

ขอบคุณ คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง ฝากขั้นต่ำ 100 บาท  ที่ให้การสนับสนุนเรามาโดยตลอด

ประวัติ โคบี ไบรอันท์

ประวัติ โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) อัจฉริยะรอบด้าน

ฤดูกาล 1999 – 2000 การเริ่มต้นยุคทองของ แอลเอ เลเกอร์ส (LA Lakers) ภายใต้การคุมทีมของกุนซือสมองเพชรอย่าง ฟิล แจ็คสัน (Phil Jackson) และการกำเนิดคู่หูทองคำอย่าง โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) กับ ชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal)

ด้วยส่วนผสมชั้นดีเหล่านี้ แอลเอล เลเกอร์ส (LA Lakers) ยกระดับจากทีมชั้นแนวหน้า กลายไปเป็นทีมเต็งแชมป์ของ NBA ทันที แม้ในช่วงต้นฤดูกาล โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) จะต้องพลาดการลงเล่นให้กับทีมไปถึง 6 สัปดาห์

เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่มือในเกมส์อุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาลกับทีม วอชิงตัน วิซาร์ดส์ (Washington Wizards)

แต่หลังจากหายบาดเจ็บแล้ว โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) กลับมาลงสนามด้วยฟอร์มที่สุดยอด เขากลายเป็นกำลังหลักที่ทีมขาดไม่ได้ร่วมกับ ชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal) โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) ได้ลงเล่นมากกว่า 38 นาทีต่อเกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงมากๆ และแน่นอนว่าเขาสามารถทำผลงานได้ดีขึ้นตามไปด้วย

เขาสามารถทำ แอสซิสต์และสตีล ได้สูงที่สุดในทีม และทำคะแนนเฉลี่ยต่อเกมส์ได้สูงขึ้นกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา คู่หูทองคำอย่าง โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) และ ชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal) คือฝันร้ายของคู่แข่งอย่างแท้จริง

การจะหยุดทั้งคู่พร้อมกันนั้นมันเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน ลูกเล่นที่แพรวพราวโจมตีจากวงนอกโดย โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) ความแข็งแกร่งดุดัน พลังทำลายล้างใต้แป้น จาก ชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal) และบวกเพื่อนร่วมคนอื่นๆ ที่แข็งแกร่ง แอลเอ เลเกอร์ส (LA Lakers) สามารถทำสถิติชนะได้ถึง 67 เกมส์ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์บาสเกตบอล NBA และในฤดูกาล 1999 – 2000 นี้ แอลเอ เลเกอร์ส (LA Lakers) สามารถเอาชนะ อินเดียน่า เพเซอร์ส (Indiana Pacers)

ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์มาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1988 และนี่ถือเป็นการคว้าแชมป์ NBA ครั้งแรกของ   โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) ด้วย แม้ในฤดูกาลผู้เล่นที่โดดเด่นกว่าจะเป็น ชาคีล โอนีล (Shaquille O’Neal) เพราะเขาสามารถคว้ารางวัล MVP ในฤดูกาลไปครองได้ แต่พูดถึงความสามารถรอบด้านแล้ว

ต้องยกให้ โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant) จริงๆ เพราะนอกจากที่เขาจะทำคะแนนให้กับทีมได้มากแล้ว เขายังสามารถสร้างโอกาสทำคะแนนให้กับเพื่อน และช่วยเล่นเกมส์รับได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย อย่างเช่นในเกมส์ 7 รอบเพลย์ออฟ (Playoffs) ที่พบกับ พอร์ทแลนด์ เทรล เบลเซอร์ส (Portland Trail Blazers) โคบี ไบรอันท์ (Kobe Bryant)

สามารถทำสถิติทำคะแนน 25 คะแนน 11 รีบาวด์ 7 แอสซิสต์ และ 4 บล็อก

ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่สุดยอดมากๆ และนั่นทำให้เขาได้รับเลือกให้ติดทีมผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับสอง (All-NBA Second Team) และ ทีมรับยอดเยี่ยม (All Defensive Team) เป็นครั้งแรกในชีวิต และถือเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ที่ได้รับเลือกติดทีมรับยอดเยี่ยมด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

ความร้ายกาจของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ “หงส์แดง” 

ต้องบอกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นที่จับตามองของใครต่อใครไปแล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ “หงส์แดง” ที่ตอนนี้มีผลงานได้เป็นที่น่าจับตาที่สุดในเกมพรีเมียร์ลีก เนื่องจากเจอร์เก้น คล็อปป์นี้ตั้งแต่เขาเข้ามาทำงานที่อังกฤษ เมื่อปี 2015 เขาได้ทำให้เพื่อนร่วมอาชีพของเขานั้น ได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

     ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทีมเอฟเวอร์ตันนั้น ได้มีการประกาศปลด มาร์โก ซิลวา ให้พ้นจากตำแหน่งของการดูแลเป็นผู้จัดการทีมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคมนี้เอง เพราะทีมเอฟเวอร์ตันได้ทำผลงานที่ผ่านมานี้ได้น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้แต่งตั้งให้ ดันแคน เฟอร์กูสัน เข้ามาเพื่อดูแลชั่วคราว ซึ่งดันแคน เฟอร์กูสัน เขาก็คือตำนานกองหน้าจอมโขก และวันเสาร์ที่ 7 ธ.ค.นี้เขาก็จะได้มีบทบาทมาดูแลทีมเอฟเวอร์ตันซึ่งต้องพบกับทีมเชลซี

     จะเห็นได้ว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมานั้น ลิเวอร์พูล ได้ทำคะแนนด้วยการชนะ”ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” ด้วยสกอร์ที่ 5-2 ซึ่งนั้นก็เป็นการทำให้ซิลวา โดนเด้ง และก็ยังเป็นการทำให้ทีมลิเวอร์พูลมีคะแนนที่นำโด่งเหนือทีมอื่นอย่างลอยลำในเกมของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย และเหตุนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาผลงานของเจอร์เก้น คล็อปป์นั้นสร้างความเดือดร้อนให้ใครกันบ้าง

ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน (สวอนซี, ตุลาคม 2016)

ว่ากันว่าบุคคลที่เข้ามาคุมสวอนซีนั้นก็คือกุนซือชาวอิตาเลียนซึ่งเขาเข้ามาในช่วงของเดือนมกราคม ปี 2016 และเขาก็ได้มีผลงานที่แย่ลงด้วยการพา “หงส์ขาว” แพ้ ลิเวอร์พูล คาบ้าน 1-2 ซึ่งนั้นก็เป็นการโดนไล่ออกหลังจากเหตุการณ์นั้นนั่นเอง ทำให้สวอนซีได้มีการแต่งตั้งให้ บ็อบ แบร็ดลี่ย์ เข้ามาดูแลทีมแทนในเวลาต่อมา และกุยโดลินนั้นเขาก็ยังไม่ได้ร่วมงานกับทีมไหนตั้งแต่ออกมาจากทีม

 

สลาเวน บิลิช (เวสต์แฮม, พฤศจิกายน 2017) 

เกมนี้ทางกุนซือชาวโครแอต พา เวสต์แฮม เขานั้นพาทัพของตนแพ้คาบ้านให้กับทีมลิเวอร์พูลด้วยสกอร์ล 1-4 ซึ่งนั้นก็เป็นการทำประตูชองโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยการยิงเข้าไปถึง 2 ลูก ซึ่งโฌแอล มาติป และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็ได้ทำประตูอีกคนละลูกเช่นกัน ซึ่งนั้นก็ทำให้เวสต์แฮมต้องตกไปอยู่อันดับที่ 17 กันเลยและเหตุการณ์นี้ก็เป็นการสั่งปลด บิลิช จากสโมสรในทันที